หลังจากที่ DTAC ชิงประกาศงบ Q2/63 เป็นรายแรกของบจ.ไทย ราคาหุ้นก็พุ่งตอบรับทันที เพราะงบออกมาผิดคาดจากที่คิดกันไว้มาก โตถึง 20% YoY และยังใจดีแจกปันผลอีก 0.87 บ./หุ้น แต่ลงทุนตอนนี้ก็อาจเร็วไปหน่อย! เพราะเนื้อในแล้วเป็นการเติบโตจากการลดต้นทุน...ขณะที่การเติบโตยังน่าเป็นห่วง ลูกค้าลดลงถึง 8.35 แสนเลขหมาย รายได้หดตัว 4.6% คำถามคือ "ซื้อตอนนี้จะพลิกกลับมาวูบอีกไหม?" ต้องติดตาม...
*** ประกาศงบรายแรกของตลาด แถมผลงานโตผิดคาด
วันนี้ราคาหุ้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กระโดดขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบเช้าที่ 41.75 บาททันที หลังประกาศงบไตรมาส 2/63
นอกจากจะผิดคาดเพราะชิงประกาศงบเป็นรายแรกของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทย (ปกติหุ้นแบงก์ประกาศก่อน) ผลประกอบการที่ทำได้ก็ดีผิดคาดมากเสียด้วย
DTAC มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 1,888.95 ล้านบาท โตถึง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 1,573.98 ล้านบาท และโต 26% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 1,501 ล้านบาท ถือว่าทำได้ดีผิดคาดไปมาก โดยที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุว่า ทำได้ดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ถึง 18.1% และ 42.3% ตามลำดับ
พร้อมประกาศจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี 63 ที่ 0.87 บาท/หุ้น กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) วันที่ 24 ก.ค. 63 และมีกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 14 ส.ค. 63
ทั้งนี้ DTAC ปิดตลาดช่วงเช้าไปที่ 40 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ +3.23% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 353.88% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
*** อะไรเป็นสาเหตุให้กำไรโต "ผิดคาด" แบบนี้
DTAC รายงานว่า ในไตรมาส 2/63 มีรายได้รวมอยู่ที่ 19,160 ล้านบาท ซึ่งลดลง 4.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะรายได้บริการ และรายได้จำหน่ายเครื่องโทรศัพท์และชุดเลขหมายลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการแข่งขันของระบบเติมเงินที่มีความรุนแรง ส่วนรายได้ในระบบรายเดือนยังสามารถรักษาให้ทรงตัวได้
ผลกระทบข้างต้นทำให้ในไตรมาส 2/63 ผู้ใช้บริการรวมของบริษัทลดลง 8.35 แสนเลขหมาย จากไตรมาสก่อน ปัจจุบันจึงมีผู้ใช้บริการรวมอยู่ที่ 18.8 ล้านเลขหมาย ซึ่งลูกค้าที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากระบบเติมเงิน 7.57 แสนเลขหมาย และระบบรายเดือน 7.8 หมื่นเลขหมาย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถหาลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นได้
*** กำไรโตเพราะลดต้นทุน-กำไรพิเศษ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้กำไรเติบโตก็คือ ต้นทุนรวมลดลงถึง 5.2% ซึ่งมากกว่าการลดลงของรายได้ เพราะบริษัทฯสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ และการตลาด จากกิจกรรมที่ลดลงภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 43.5%
โดยบล.หยวนต้า ระบุว่า ต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงเร็วกว่าคาด เช่น การลงทุนด้านเครือข่ายลดลง 6.9% YoY และ ค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาดลดลง 24% YoY แม้กระทั่งยอดหนี้เสียที่ควรจะเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ก็ยังลดลงได้ถึง 72 ล้านบาท QoQ จากการปรับปรุงระบบเก็บหนี้ให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ DTAC ยังมีกำไรพิเศษจากกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมจากตราสารทางการเงิน กำไรอัตราแลกเปลี่ยน และการบันทึกกำไรพิเศษเพียงครั้งเดียว ใน regulator cost ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก TFRS9 หากตัดออกจะเหลือกำไรปกติที่ 1.57 พันล้านบาท โต 15% QoQ แต่ลดลง -5% YoY
*** หน้าตา DTAC หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ
ทำใจ ... ด้อย 5G ต้องเสียลูกค้าบางส่วน
ต้องยอมรับว่า DTAC ยังอ่อนแอมากหากเทียบกับผู้ประกอบการอย่าง ADVANC และ TRUE ที่เร่งลงทุน 5G กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งบล.หยวนต้า ระบุว่า การเข้าสู่ยุค 5G ตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ จะทำให้ DTAC ถูกกดดันในแง่การรักษาฐานลูกค้าระดับไฮเอ็นด์
แต่การลงทุน 5G ของ ADVANC จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเล็งไปที่ลูกค้าระดับไฮเอ็นด์เป็นหลัก ทำให้ DTAC ยังมีโอกาสในการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มอื่นไว้ได้ ด้วยการให้บริการที่มีสิทธิพิเศษ(Reward)เสริมเพิ่มขึ้น หรือการเปลี่ยนมาเป็นผู้เล่นที่มีราคาต่ำกว่ารายอื่นๆ ดังนั้นลูกค้าที่จะไหลออกไปก็คือ ลูกค้าที่มีกำลังซื้อพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้ 5G แต่ก็เชื่อว่ายังมีไม่มากนัก
ปรับแผน เริ่มเน้น กำไร-เงินสด
DTAC ได้ปรับคาดการณ์ปี 63 ใหม่ ดังนี้ 1) รายได้จากการบริการ ไม่รวม IC จะลดลงเหลือเพียงเลขหลักเดียวในระดับต่ำ 2) EBITDA ใกล้เคียงระดับปี 62 และ 3) ปรับลด CAPEX เหลือ 8 พันล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.3 - 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากครึ่งแรกของปี 63 EBITDA เติบโตราว 5.9% YoY สะท้อนว่า DTAC ประเมินว่า EBITDA ครึ่งหลังของปี 63 อาจหดตัว
*** รับได้ไหม? กำไรสุทธิทั้งปียังโต แต่แค่เล็กน้อย
จากการสำรวจประมาณการกำไรสุทธิในปี 63 ของ DTAC จากนักวิเคราะห์หลายรายอยู่ที่ 5,446 - 6,044 ล้านบาท คิดเป็นเติบโตเพียง 0.44 - 11.49% จากปีก่อน ส่วนปี 64 กำไรจะหดหนัก เพราะจะมีค่าตัดจำหน่ายและการลงทุนโครงข่ายคลื่น 700 MHz รวมถึงสับเปลี่ยนอุปกรณ์ 850 MHz เป็น 900 MHz
| บล. |
กำไรสุทธิปี 63 (ลบ.) |
กำไรสุทธิปี 64 (ลบ.) |
| หยวนต้า |
5,446(+0.44%) |
4,926(-9.54%) |
| เคจีไอ |
5,614(+3.42%) |
3,710(-33.91%) |
| แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ |
6,044(+11.49%) |
4,131(-31.65%) |
*** แล้วสุดท้าย ควรซื้อหรือไม่?
หากจะเชื่อตามนักวิเคราะห์ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าแม้กำไรปี 64 จะหดตัวหนักมาก แต่ก็ยังแนะนำ "ซื้อ" เพราะเชื่อว่าราคาปัจจุบันซื้อขายในระดับที่ถูกเกินไป
| บล. |
คำแนะนำ |
ราคาเหมาะสม(บ.) |
| หยวนต้า |
ซื้อ |
56 |
| ยูโอบีเคย์เฮียน |
ซื้อ |
52 |
| ทิสโก้ |
ซื้อ |
48 |
| ฟิลลิป |
ซื้อ |
50 |
| แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ |
ซื้อเก็งกำไร |
44 |
| กสิกรไทย |
Underperform |
38.24 |
หากนักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหุ้น DTAC อาจต้องพิจารณาเป็นลำดับไป ลำดับแรก ราคาหุ้นวันนี้พุ่งเพราะการเก็งกำไรจากข่าวงบดีเกินคาดแค่นั้นหรือไม่?
ลำดับสอง กำไรปี 63 จะโตต่ำมากและปี 64 ก็หดตัวแรง
ลำดับที่สาม การเข้ามาของ 5G แม้ในระยะสั้นจะไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ระยะยาว DTAC ไม่มีทางเลี่ยงได้แน่นอน
ลองคิดดูว่าหากปัจจุบันยังมีเครือข่ายที่ให้บริการได้เพียง 3G นักลงทุนจะยังชื่นชอบและเข้าลงทุนหุ้นตัวนั้นอยู่หรือไม่? คำถามเหล่านี้น่าจะตอบได้ครบว่าซื้อ DTAC ตอนนี้จะพลิกวูบอีกไหมได้!
0 Response to "DTAC ชิงโชว์งบโตกระฉูด..แต่คำถามคือจะพลิกวูบอีกไหม? - efinanceThai"
Post a Comment